Showing posts with label ความเกียจคร้าน. Show all posts
Showing posts with label ความเกียจคร้าน. Show all posts

Sunday, 3 February 2013

โรคชอบเลื่อน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้เกิดผลเสียหายอย่างไรบ้าง


 
คุณ เป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า เคยหน่วงเหนี่ยวเวลาการทำงานด้วยการทุ่มความสนใจไปที่เรื่องจุกจิกไม่เป็นแก่นสารหรือไม่ คุณคิดหรือว่าเวลาที่คุณใช้ไปในการตอบอีเมล หรือพล่ามบนทวิตเตอร์ จะไม่ส่งผลกระทบอะไร คิดใหม่ได้นะ  เร็ว ๆ นี้มีมีการศึกษาพบว่า  เราสูญเสียในแง่ของการผลิตและคิดค้นนวัตกรรมใหม่  เพราะ  “สิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็น” เป็นจำนวนเงินอันมากจนน่าสะเทือนขวัญ คือ 650 พันล้านเหรียญสหรัฐ

  • แค่เสียงปี๊บเบา ๆ เตือนว่ามีอีเมลเข้ามาใหม่อาจทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตประมาณ 70 พันล้านเหรียญต่อปี โรคผัดวันประกันพรุ่งนี่ช่างเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เหลือเกินผลกระทบของมัน หาได้มีแค่ความสูญเสียด้านการเงินเท่านั้น แต่อ้างอิงจากบทความเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังพบอีกว่าการ ผลาญเวลา มิได้เป็นแค่นิสัยที่น่ารำคาญเท่านั้น แต่จิตแพทย์ยังได้เตือนว่า มันคือมหันตภัยที่ทำลายชีวิตนับล้าน ๆ และบ่อยครั้ง ผู้ทุกข์ทนเพราะโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาเยียวยา จากผลการวิจัยใหม่พบว่า ปัจจุบันนี้ หนึ่งในห้าคนต้องทนทุกข์แสนสาหัสเพราะมันสะเทือนทั้งต่อทั้งอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพนักวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ความผิดเกิดจากคอมพิวเตอร์และมือถือที่สรรหาสิ่งรบกวนสมาธิเพื่อผู้คนมากเกินไป

ว่ากันว่า สภาวะผัดวันประกันพรุ่งอาจส่งผลหลากหลายต่อร่างกายและจิตใจ ทั้งโรคซึมเศร้า (T_T) ระดับความนับถือตนเองต่ำ (- -”) และโรคนอนไม่หลับ (O_O) นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเรื่องสุขภาพ กล่าวคือ ทำให้ไม่กล้าไปพบหมอหรือหมอฟัน1 ศาสตราจารย์ เพียซ สตีล (Piers Steel) จากมหาวิทยาลัยแคลการี (Calgary University) ชี้ว่า อุบัติการณ์ของโรคเลื่อนเรื้อรังนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากหนึ่งใน 20 คน เพิ่มเป็น 1 ใน 4 นั่นเป็นเพราะ เทคโนโลยีเข้ามาครอบงำชีวิตของพวกเรา อย่างไรก็ตาม ดร. เฟอร์รารี่ ไม่ได้เชื่อนักว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่คือตัวการที่ทำให้เกิดการผลาญเวลา เขากล่าวว่า ‘คนเราผลาญเวลาเล่นมานับศตวรรษแล้ว’ แต่เอาเถอะ ยังไงโรคเลื่อนหรือโรคผัดวันประกันพรุ่งนี่ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์อยู่ดีก็
  • ไม่ใช่ว่าโรคเลื่อนนี้จะมีแค่แง่มุมเดียวหรอกนะ คนเราเลื่อนเพราะหลายสาเหตุ ดร.โจเซฟ เฟอร์รารี่ รองศาสตราจารย์ในสาขาวิชาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยดิพอล (Depaul University) แห่งชิคาโก อ้างว่า ผู้เป็นโรคผัดวันประกันพรุ่ง โดยทั่วไปมีสามลักษณะดังนี้

- พวกต้องการการกระตุ้น หรือพวกแสวงหาความตื่นเต้น คนเหล่านี้จะรอจนนาทีสุดท้ายเพื่อให้เกิดภาวะตื่นเต้นสุขสม
- พวกหลบเลี่ยง อาจหลบเลี่ยงความกลัวล้มเหลว หรือแม้แต่กลัวความสำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ก็ล้วนมีที่มาจาก ความกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับตัวเอง คนประเภทนี้ยอมให้คนอื่นมองว่าตนเองขาดความพยายาม ดีกว่าถูกมองว่าไร้ความสามารถ
- พวกชอบผัดผ่อนการตัดสินใจ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ผู้ป่วยโรคผัดมักไม่ยอมตัดสินใจเพราะจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา
คุณเป็นพวกชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า เป็นแบบไหน ข้าพเจ้าเป็นแบบไหนน่ะรึ??? เป็นมันทุกแบบนั่นแหละ!

  • ดัง นั้น เมื่อเราเผชิญหน้ากับเรื่องยุ่งยาก เราก็ประท้วงด้วยการผัดผ่อนเรื่องนั้นออกไปซะเลย เราหน่วงเหนี่ยวการแก้ปัญหา คิดแต่ว่า ยังไงก็ไม่รู้แหละ แต่พระเจ้าน่าจะให้ชีวิตที่ปราศจากปัญหาแก่เรามากกว่านะ
เพื่อนเอ๋ย จงฟังเถิด ปัญหาคือเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อสิ่งต่าง ๆ ง่ายไปหมด สงบราบคาบ คาดเดาได้ นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องผิดธรรมดา มัวแต่คาดหวังว่าชีวิตจะง่ายดาย ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนเสมอไป ก็ดูออกจะไม่อยู่กับความเป็นจริงมากไปหน่อย

  • เมื่อเราผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อเราหลบเลี่ยงการงาน หรือการตัดสินใจ เราทำเช่นนั้น เพราะเรานึกถึงแต่ตัวเอง ทั้งที่มีคนอื่น ๆ ต้องรับเคราะห์เพราะการหลบหลีกของเรา

หลาย ปีมาแล้ว กระดูกสะโพกของผมเคลื่อน สมรรถภาพการยืนการเดินจึงถดถอยลงไปมาก แต่ผมก็หลบเลี่ยงการไปพบหมอ เพราะผมกลัว ผมกลัวความเจ็บปวด ที่น่าขันก็คือ ตอนนั้นผมก็เจ็บอยู่แล้ว และตอนนั้น ผมก็เลิกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เลิกเป็นผู้ตัดสินฟุตบอล เลิกออกไปเดินเล่นกับภรรยา เลิกเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียน มีเหตุการณ์น่าละอายครั้งหนึ่ง เมื่อเพื่อนของผมขอให้เข้าร่วมกับเขาและลูกสาวของเขาในงานเต้นรำพ่อกับลูก สาว ผมปฏิเสธเสียงแข็งต่อหน้าลูกว่า “ผมไม่เต้นรำ” ผมจำช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน ทั้งอดสูและละอายใจเหลือเกิน ที่ผมสนใจแต่ความเจ็บปวดของตัวเอง จนทำร้ายลูกมากกว่าที่ทำร้ายตัวเองเสียอีก นี่คือผลของการผัดวันประกันพรุ่ง มันทำให้เราเอาแต่หมกมุ่นกับตัวเราเอง โดยไม่สนใจว่าใครจะเจ็บปวดเพราะมันบ้าง

  • เมื่อ เราหลีกเลี่ยง การตัดสินใจ เมื่อเราหลีกเลี่ยงการลงมือทำ เมื่อเราหลีกเลี่ยงการสนทนา เมื่อเราหลีกเลี่ยงการไปพบหมอ ทำให้อะไรต่อมิอะไรมันดีขึ้นบ้างไหม?? เมื่อของบนโต๊ะผมกองท่วมจนผมมองไม่เห็นพื้นไม้อีกต่อไป กองกระดาษพวกนั้นมันจะหายไปเองในวันหนึ่งหรือไม่? เมื่อผมไม่ถอนหญ้าในกระถางต้นไม้ที่สวนหลังบ้าน หญ้ามันจะหนีไปของมันเองเฉย ๆ หรือเปล่า?

ความจริงข้อนี้น่าจะทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรก็ได้ แทนการเลื่อนไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ฟังเถิด เพื่อนเอ๋ย การหลบเลี่ยงหรือผลักใสการจัดการปัญหาไม่ทำให้ปัญหาหายไปไหน ปัญหายิ่งจะใหญ่โตขึ้นไปอีก แล้วรู้อะไรไหม การจัดการกับปัญหาต่างหาก ที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น รู้สึกผิดน้อยลง และกังวลน้อยลง

ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

  • หนึ่งในสิ่งที่ลึกซึ้งสวยงามของกระบวนการนี้คือ เราจำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นในการเอาชนะภาวะการผัดวันประกันพรุ่ง นี่เป็นอีกอย่างที่ยากที่สุด การลงมือขอความข่วยเหลือ อย่าลืมว่าโรคเลื่อนของเรานั้นทำร้ายผู้อื่นด้วย จงอย่ามองว่าการขอความช่วยเหลือคือความอ่อนแอ อันที่จริงแล้ว มันคือเครื่องแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่และความเข้มแข็ง เมื่อเราผัดผ่อน เราอาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน หรือ เราอาจตั้งจิตอธิษฐานขอให้ใครสักคนสังเกตเห็นภาวะที่เราเป็น ขอให้เขารับฟัง และให้คำแนะนำช่วยเหลือ

  • ดรรชนี

แปล ดัดแปลง (นิดหน่อย) และเรียบเรียงจากบางส่วนของบทความด้านล่างนี้
Stochl, Jim. ‘The journey of faith-procrastination’, Harvest Presbyterian Church. 2 Nov. 2012 http://harvestpres.org/wp-content/uploads/2012/08/July-29-2012-The-Journey-of-Faith-Procrastination.pdf


ป.ล. ที่แปลบทความนี้ เพราะเคยมีปัญหากับสภาวะแบบนี้เหมือนกัน เป็นช่วงที่ไม่อยากทำอะไรเลย เอาแต่นอนดูยูทูบ ไม่ก็ดูซีรี่ส์…งานการไม่เดิน เพลียกับตัวเองนะ T__T