Sunday, 3 February 2013

ชีวประวัติไอลีน แคดดี้ – ผู้แต่งและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งชุมชนฟินด์ฮอร์นที่สก็อตแลนด์

ไอลีน แคดดี้ - หนึ่งในผู้ก่อตั้งชุมชนฟิน์ฮอน ที่สก็อตแลนด์
บางส่วนของหนังสือ

Opening Doors Within: 365 Daily Meditations from Findhorn



เขียนโดย ไมค์ สก็อต (The Waterboys)
(แปลจากบทนำของหนังสือ Opening Doors Within: 365 Daily Meditations from Findhorn)

ไอลีน แคดดี้ (Eileen Caddy) เสียชีวิตในปลายปี 2006 ขณะอายุได้ 89 ปี เธอคือหนึ่งในสามผู้ก่อตั้งชุมชนจิตวิญญาณ-มูลนิธิฟินด์ฮอร์นแห่งสก็อตแลนด์ ไอลีนเป็นผู้เชื่อในปัญญาของธรรมชาติ (a mystic) เป็นครูทางจิตวิญญาณ และเป็นผู้แต่งหนังสือชี้แนะแนวทางที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ซึ่งเธอได้รับจากแหล่งปัญญาความรู้ภายในที่เธอเรียกว่า “พระเจ้าในตัวเรา” งานที่เธอทำตลอดชีวิต คือ ทำให้คนหันกลับไปหาแหล่งนำทางในตัวพวกเขาเอง ทั้งที่เป็นเพียงผู้หญิงถ่อมตัวและขี้อายคนหนึ่ง แต่ไอลีนยอมรับบทบาทผู้สร้างแรงบันดาลใจให้นักแสวงหาทางจิตวิญญาณทั่วโลก โดยไม่มีนัยยะของการทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองหรือการล่อลวงใด ๆ เลย

ไอลีน มารีออน เจสซ็อป (Eileen Marion Jessop) เกิดในวันที่ 26 สิงหาคม ปี 1917 ที่เมืองอาเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมืองที่บิดาของเธอ นายอัลเบิร์ต ทำงานอยู่ในฐานะผู้บริหารธนาคารบาร์เคลย์สาขาต่างประเทศ มารดาเป็นชาวอังกฤษชื่อนางมิวเรียล ไอลีนเป็นคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน เธอย้ายจากอียิปต์ไปเข้าเรียนที่ไอร์แลนด์เมื่ออายุหกขวบ ต่อมาเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำในอังกฤษ อยู่ที่นี่เธอไม่มีความสุขเลยและการเรียนก็อ่อน
พื้นฐานทางศาสนาในวัยเยาว์ของไอลีนมีอยู่น้อยนิด พ่อของเธอไม่ไปโบสถ์ และเธอได้เข้าโบสถ์ก็เพียงในช่วงที่พักอยู่กับป้าชาวไอริชเท่านั้น แม้ว่าเธอจะรักการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมาก และรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของความกระหายทางจิตวิญญาณของตนเอง แต่โบสถ์ก็ไม่มีอะไรดึงดูดไอลีนนัก และเธอก็ปฏิเสธที่จะรับบัพติศมา

เมื่อไอลีนอายุสิบหกปี พ่อเสียชีวิตเพราะโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ เธอจึงเดินทางกลับไปช่วยแม่ที่อียิปต์ แล้วพวกเขาก็ย้ายกลับอังกฤษในปี 1934 และหนึ่งปีต่อมา แม่ก็เสียชีวิตเพราะโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เมื่ออายุสิบเก้าปี ไอลีนสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยท้องถิ่น และร่วมกับพี่ชายชื่อแพดดี้ซื้อที่พักริมทางแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้ฐานทัพอากาศในเมืองอ็อกซ์เฟิร์ดเชียร์ (Oxfordshire) ทำให้ไอลีนต้องติดต่อกับทหารอากาศหลายคน หนึ่งในนั้นคือ แอนดรู โคมม์ (Andrew Combe) ผู้ชายที่ขอเธอแต่งงาน ทั้งสองเข้าพิธีสมรสในวันที่ 13 เดือนพฤษภาคม 1939

ต่อมา ไอลีนบอกว่า เธอ “ไม่เคยตกหลุมรัก” แอนดรูเลย แต่เธอรักเขา” ลูกชายหนึ่งคนชื่อริชาร์ด และลูกสาวทั้งสี่ เจนนี่ เอลิซาเบธ ซูซานน์ และเพนนี เกิดมาในระหว่างปี 1940 ถึง 1951 หลังจากใช้ชีวิตช่วงสงครามที่ลอนดอน พวกเขาก็ย้ายไปที่อเมริกา ค่ายลีเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส จากนั้นก็ย้ายไปที่ ฐานทัพแมกซ์เวล รัฐอลาบามา และในปี 1951 ก็ย้ายไปที่ค่ายฮับบานิยาห์ (Habbaniyah) ประเทศอิรัก จากนั้นก็กลับไปที่สหราชอาณาจักรอีก
แอนดรูเป็นสมาชิกขบวนการส่งเสริมศีลธรรม หรือ Moral Re-Armament องค์กรทางจิตวิญญาณที่ก่อตั้งโดย แฟรงค์ บุชแมน (Frank Buchman) เขายืนกรานให้ไอลีนเป็นสมาชิกด้วย เธอมีหน้าที่ต้องเข้าประชุมและเข้าร่วมใน “เวลาสงบ” ซึ่งเป็นเวลาที่กลุ่มจะฟังเสียงภายในตนเองเพื่อหา “คำแนะนำ” จากเบื้องบน ไอลีนไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลย แต่ก็แสร้งทำว่าได้ยิน “เพื่อไม่ให้โลกภายในของเธอถูกสืบสวน” จากผู้อื่น

ปี 1952 แอนดรูแนะนำให้ไอลีนรู้จักปีเตอร์ แคดดี้ (Peter Caddy) เพื่อนทหารผู้กระตือรือร้น เขาเป็นแขกที่แวะมาเยี่ยมครอบครัวของเธอบ่อยที่สุด ปีเตอร์หลงใหลเรื่องลึกลับ และในหลาย ๆ เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันนั้น ไอลีนก็ได้ฟังเป็นครั้งแรกในเรื่องการกลับชาติมาเกิด คนทรง ผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณ และเรื่องที่เข้าใจยากอื่น ๆ

เมื่อแอนดรูกำลังจะถูกส่งไปประจำการอังกฤษในปี 1953 ไอลีนและลูก ๆ ได้ย้ายกลับไปก่อนเพื่อตระเตรียมบ้าน ปีเตอร์ก็ไปด้วย และหลังจากไปถึงลอนดอนไม่นานนัก ไอลีนก็ตกหลุมรักเขา เธอจึงเขียนจดหมายถึงแอนดรูเพื่อขอหย่า แอนดรูกลับอังกฤษด้วยความโกรธ เขาพาลูก ๆ ไป และไม่ยอมให้ไอลีนได้ติดต่อพวกเขาอีก

ขณะที่สิ้นหวังจากการสูญเสียครอบครัว และตกหลุมรักหมาด ๆ กับผู้ชายที่เธอแทบไม่เข้าใจเลย ไอลีนก็เดินทางไปที่เมืองกลาสตันแบรี (Glastonbury) กับปีเตอร์ ซึ่งทั้งคู่เข้าไปพักที่สวนป่าแห่งหนึ่ง ขณะที่ไอลีนสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ เธอได้ยินเสียงในหัวตนเองบอกว่า:


จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่าเราคือพระเจ้า เจ้าผ่านก้าวที่สำคัญยิ่งในชีวิตมาแล้ว และถ้าเจ้าทำตามเสียงของเรา ทุกอย่างจะออกมาดี เรานำเจ้ากับปีเตอร์มาอยู่ด้วยกันเพราะเป้าหมายที่พิเศษสุด เพื่อจะได้ทำงานชิ้นพิเศษให้เรา เจ้าจะทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน และเมื่อเวลาล่วงไป เจ้าจะตระหนักถึงสิ่งนี้เต็มหัวใจมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกดึงเข้าหากันด้วยวิธีเช่นนี้ อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าแล้ว
ไอลีนนึกว่าตัวเองบ้าไปเสียแล้ว แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากปีเตอร์ เธอจึงยอมรับว่าเสียงภายในนี้เป็นแหล่งปัญญาความรู้จากเบื้องบน ส่งผลให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตเธอ เสียงนั้นยังสื่อสารกับไอลีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สบายใจ และแนะนำด้วยน้ำเสียงของปัญญาที่เปี่ยมความรักจากบิดา และใช้ภาษาที่อ่อนโยนเหมือนภาษาในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หนึ่งในคำสอนแรก ๆ คือ ชีนา ภรรยาของปีเตอร์ที่เขาไม่ได้อยู่ด้วยในฐานะสามีภรรยาอีกแล้ว แต่เขานับถือเป็นครูทางจิตวิญญาณ และเธอต้องเป็นครูของไอลีนด้วย สัมพันธภาพของไอลีนกับชีนาไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ชีนาก็สอนบทเรียนเรื่องวินัยทางจิตวิญญาณให้กับไอลีน เธอยืนยันว่าไอลีนต้องภาวนาทุกวันในเวลา 9 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ห้ามขาด เพราะนี่เป็นการ “นัดหมายกับพระเจ้า” ของไอลีน

ปีเตอร์ลาออกจากการเป็นทหารอากาศ แล้วลูกชายคนแรกของเขากับไอลีน คริสโตเฟอร์ ก็ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1955 เพราะได้กลับมาเจอกันแค่ครั้งเดียวสั้น ๆ ไอลีนจึงยังห่างเหินกับลูก ๆ อีกห้าคนที่เหลือ และผ่านไปสองปี ชีวิตก็สับสนอยู่เช่นนั้น เมื่อเธอต้องติดตามปีเตอร์ไปทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามที่ต่าง ๆ ทั่วหมู่เกาะอังกฤษ (British Isles) แล้วลูกชายคนที่สองของพวกเขาก็เกิดมาในเดือนมิถุนายน ปี 1956

ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ปีเตอร์และไอลีนติดตามชีนาไปที่สก็อตแลนด์ เป็นที่ที่ชีนารวบรวมผู้ติดตามเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ประเด็นถกเถียงเรื่อง “พระผู้ไถ่หญิง” (a woman messiah) และคณะ (สื่อขนานนามว่า “กลุ่มบุคคลนิรนาม”) ปรากฎบนหนังสือพิมพ์สก็อตหลายฉบับ และช่วงต้นปี 1957 ชีนากับผู้ติดตามของเธอ รวมทั้งปีเตอร์และไอลีน ก็เป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่หลายเดือน

เดือนมีนาคม 1957 ปีเตอร์สมัครงานตำแหน่งผู้จัดการโรงแรมขนาดใหญ่ชื่อ คลูนี ฮิลล์ (the Cluny Hill Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฟอเรส (Forres) แล้วเขากับไอลีนที่ตอนนั้นหย่าขาดจากแอนดรูแล้ว ก็แต่งงานกัน ทั้งคู่ออกจากอาณาบริเวณของชีนา และเข้าไปดูแลกิจการคลูนี ฮิลล์ กับอดีตผู้ติดตามชีนาคนหนึ่งที่ชื่อ โดโรธี มัคเคลน (Dorothy Maclean) พวกเขาบริหารโรงแรมโดยอาศัยคำแนะนำที่ขณะนั้นไอลีนได้รับจากเสียงภายในของ เธออย่างสม่ำเสมอ ทุกแง่มุมของการบริหาร นับตั้งแต่การจัดสรรห้องพักไปจนถึงการเลือกเครื่องแบบพนักงาน เรื่องหนึ่งที่นิยมเล่ากันคือเรื่องของหัวหน้าพ่อครัวที่ชื่อชาร์ลส์ เย็นวันหนึ่งเขาเมาไม่ได้สติ ทั้งที่ยังทำอาหารไม่เสร็จ เมื่อปีเตอร์เข้าไปขอคำแนะนำจากไอลีนด้วยความสิ้นหวัง เสียงภายในบอกพวกเขาว่า:

ให้พ่อครัวดื่มวิสกี้อีก
พวกเขาปฏิบัติตาม ชาร์ลส์จึงฟื้นขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ และอาหารก็พร้อมเสิร์ฟ

ถึงจะเป็นความช่วยเหลือที่ออกจะนอกรีตนอกตำรา แต่กระนั้นปีเตอร์และไอลีนก็ทำให้คลูนี ฮิลล์ ประสบความสำเร็จได้ ทั้งหนังสือพิมพ์สองสามฉบับก็เสนอข่าวถึง “โรงแรมจากสวรรค์” แห่งนี้ จนได้รับการยกระดับจากโรงแรมสามดาวเป็นสี่ดาว แล้วเดวิดลูกชายคนที่สามของพวกเขาก็เกิดที่นี่ในเดือนมกราคม ปี 1958 ผ่านไปห้าฤดูกาล พวกเขาก็ถูกย้ายไปที่โรงแรมทรอสซัคส์ในภาคกลางของสก็อตแลนด์ คำแนะนำของไอลีนบอกว่าพวกเขาจะได้กลับมาที่คลูนี ฮิลล์อีก และเมื่อฤดูกาลนั้นสิ้นสุดลง พวกเขาก็หวังว่าจะได้ย้ายกลับ อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์กลับถูกไล่ออกโดยไม่คาดคิดและไม่มีคำอธิบายใด ๆ เมื่อพบว่าต้องออกจากงาน พวกเขาก็ไม่มีที่ไปอื่นใด นอกจากรถคาราวานที่จอดอยู่ใกล้ชายหาดหมู่บ้านฟินด์ฮอร์น ห่างจากเมืองฟอร์เรส 5 ไมล์

วันที่ 17 พฤศจิกายน 1962 พวกเขาลากรถคาราวานไปยังสถานที่แห่งเดียวที่พอจะเข้าไปอยู่ได้ นั่นคือ แอ่งใกล้ ๆ ที่ทิ้งขยะในสวนสำหรับจอดรถคาราวานอ่าวฟินด์ฮอร์น

ปีเตอร์ ไอลีน และลูกชายทั้งสามอาศัยอยู่ในรถคาราวานบนพื้นที่ตรงนั้นเป็นเวลาเจ็ดปี การประทังชีวิตจากเงินชดเชยคนว่างงานที่ปีเตอร์ได้รับจากรัฐเป็นเรื่องยาก พวกเขาจึงเริ่มต้นทำสวนผักบนพื้นทรายข้างรถคาราวาน โดโรธี มักเคลนร่วมมือกับพวกเขาด้วย ทั้งสามคนปฏิบัติสมาธิภาวนาทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดโรธีพบว่าการทำสมาธิช่วยให้เธอสามารถติดต่อกับจิตวิญญาณเรืองแสงของพืช พรรณหรือที่เรียกกันว่า เทพ เธอได้รับคำแนะนำในการทำสวนที่ถูกต้องจากเทพเหล่านั้น ซึ่งปีเตอร์ ผู้เป็นนักปฏิบัติอยู่เสมอได้นำคำแนะนำของเธอไปสู่การกระทำ ผลที่ได้ช่างน่าอัศจรรย์ และภายในปีเดียว ครอบครัวแคดดี้ก็สร้างสวนอันอุดมสมบูรณ์จนเหลือเชื่อขึ้นมาสำเร็จ ภายในสามปี สวนก็โด่งดัง ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินเรื่องสวนที่ต้องงงงวยกับคนสามคนที่ไม่มี ประสบการณ์เรื่องการทำสวนเลยแต่สามารถปลูกผักและผลไม้ขนาดยักษ์บนผืนดินที่ เกือบแห้งแล้งในพื้นที่ลมแรง และอยู่ห่างไกลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสก็อตแลนด์ได้  ในปี 1969 เมื่อปีเตอร์ถูกกดดันให้หาคำอธิบาย เขาก็ลงความเห็นอย่างเฉลียวฉลาดว่ามันคือ “ปัจจัย X” (หมายถึงสิ่งที่ไม่รู้หรือไม่สามารถอธิบายได้-ผู้แปล) และเผยแพร่แค่เรื่องราวการร่วมมือกับธรรมชาติในแง่มุมใหม่ ๆ

เมื่อต้องอยู่ร่วมกับอีกห้าชีวิตในรถคาราวานแคบ ๆ ไอลีนพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาช่วงเวลาสงบสุขสำหรับการภาวนา เธอจึงขอคำแนะนำและได้รับคำตอบว่า

เหตุไรจึงไม่ไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ที่นั่น เจ้าจะพบความสงบที่แท้จริง
ไอลีนตกใจ แต่ก็เชื่อฟัง เธอเดินไปที่ห้องน้ำสาธารณะทุกคืนเป็นเวลาเจ็ดปี ไม่ว่าอากาศจะเป็นเช่นไรก็ตาม เพื่อจะใช้เวลาห้าชั่วโมงแห่ง “ความเงียบสงบ” กับพระเจ้า

ไม่ช้า ผู้ที่มีความคิดจิตใจเหมือนกันก็เข้ามาสมทบกับครอบครัวแคดดี้ และตั้งรกรากจนเติบโตขึ้นเป็นชุมชนใหม่ ปี 1966 ปีเตอร์เริ่มพิมพ์หนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่รวบรวมคำแนะนำของไอลีน ใช้ชื่อผู้แต่งตามนามปากกาทางจิตวิญญาณของเธอ คือ Elixir (น้ำอมฤต-ผู้แปล) และตั้งชื่อเรื่องว่า พระเจ้าพูดกับฉัน (God spoke to me) เพื่อส่งให้เพื่อนและผู้ที่ติดต่อสัมพันธ์กันทั่วโลก

ในปี 1968 ปีเตอร์สร้างสวนป่าขึ้น ออกแบบให้สอดคล้องกับคำแนะนำที่ได้รับจากการทำสมาธิของไอลีน ทุกเช้า คนในกลุ่มจะรวมตัวกันที่สวน มีปีเตอร์อ่านคำแนะนำที่ได้ยินในคืนก่อนให้ฟัง ซึ่งคำแนะนำนี้จะแจ้งกิจกรรมประจำวันให้ทราบด้วย ในปี 1969 รายการทีวีเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก รายการ Man Alive ของบีบีซีที่ว่าด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน ได้สัมภาษณ์ไอลีนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตด้วยการเชื่อฟังคำแนะนำจากภายในของตน เอง เมื่อพิธีกรถามว่า “คนอื่นมีชีวิตแบบนี้ได้ไหม”

“ได้สิ” ไอลีนตอบ “ชีวิตเช่นนี้เป็นของทุกคน”

ในปี 1970 มีผู้เข้ามาตั้งรกราก 51 คน และมีผู้มาเยือน 500 คน ในเดือนตุลาคม ปี 1971 ไอลีนได้รับคำสั่งจากเสียงภายในว่าให้หยุดรับคำแนะนำเพื่อชุมชน เธอยอมรับ แม้ว่ามันจะส่งผลให้เธอมีบทบาทน้อยลง แต่เพราะเชื่อฟัง เธอจึงให้อิสระแก่ชุมชนเล็ก ๆ นี้ได้ยืนบนขาของตัวเอง และเริ่มต้นวางรากฐานเพื่อความสำเร็จในวันหน้าและเพื่อช่วงอายุอันยาวนานของ มันเอง

ในปี 1972 ชุมชนได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลภายใต้ชื่อมูลนิธิฟินด์ฮอร์น มีเซอร์จอร์จ เทรเวลเลียน (Sir George Trevelyan)[1]  เป็นหนึ่งในผู้บริหารด้วย กลางทศวรรษที่ 1970 หนังสือขายดีหลายเล่มที่บอกเรื่องราวของที่นี่ได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก รวมทั้ง สวนฟินด์ฮอร์นและมนต์วิเศษของฟินด์ฮอร์น (The Findhorn Garden and The Magic of Findhorn) ด้วย สมาชิกใหม่หลั่งไหลเข้ามาชุมชน หลายคนมาจากอเมริกา เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ มูลนิธิจึงซื้อโรงแรมคลูนีฮิลล์ที่กำลังทรุดโทรมไว้ ถือเป็นคำตอบให้กับคำสัญญาที่คำแนะนำจากเบื้องบนของไอลีนบอกไว้เมื่อ 13 ปีก่อนว่า พวกเขาจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง ไอลีนกับปีเตอร์ออกเดินทางไปปาฐกถาระดับนานาชาติครั้งแรกในปี 1976 ก่อนจะมีตามมาอีกหลายครั้ง การเติบโตอย่างกว้างขวางและการเปิดเผยกับสาธารณะดำเนินต่อเนื่องอยู่เจ็ดปี ระหว่างนั้นหนังสือหกเล่มว่าด้วยสารที่ไอลีนได้รับจากสมาธิภาวนาก็ได้รับการตีพิมพ์ด้วย

ไอลีนกับปีเตอร์ประสบปัญหาในชีวิตสมรสหลายครั้ง เมื่อไอลีนหยุดรับคำแนะนำเพื่อชุมชม ทิ้งให้ปีเตอร์ต้องพึ่งปัญญาของตนเองและคำแนะนำอะไรก็ตามที่เขาได้มาจากคน อื่น ๆ ในชุมชน หรือจากผู้มีพลังจิต และบางครั้งก็จากพวกหลอกลวง ในปี 1974 เขาเข้าไปพัวพันกับหญิงสาวที่เป็นสมาชิกชุมชน แล้วชีวิตแต่งงานก็ถึงจุดสั่นคลอนอย่างหนัก ไอลีนและปีเตอร์แยกทางกันในปี 1978 และหย่าในปี 1982 จนปี 1979 ปีเตอร์ก็ย้ายออกจากชุมชน และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตรถยนต์ในปี 1994 ส่วนโดโรธี มัคเคลนย้ายออกไป (อยู่ที่อเมริกาเหนือ) ในปี 1973 ไอลีนจึงเป็นผู้บุกเบิกชุมชนเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ที่นี่

ตลอดทศวรรษ 1980 ถึง 1990ไอลีนดึงประสบการณ์ของเธอมาสร้างสรรค์และเปิดการฝึกอบรมการเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้งการรักอย่างไม่มีเงื่อนไข การฟังเสียงภายในและเรียนรู้ที่จะรัก ไม่ว่าชุดการอบรมจะชื่ออะไร ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นเครื่องมือที่ไอลีนใช้เพื่อทำให้ผู้คนหันกลับเข้า หาแหล่งคำแนะนำภายในของตนเอง และเพื่อให้พวกเขารู้จักปฏิบัติตามเสียงนั้น เธอเดินทางทั่วโลกเพื่อปาฐกถาตามงานต่าง ๆ รวมทั้งการประชุมสันติภาพสากลครั้งที่หนึ่ง ณ เมืองเมาท์อาบู รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย เมื่อปี 1982 ในปี 1987 หนังสือรวบรวมคำแนะนำประจำวันของไอลีนที่ชื่อ เปิดประตูสู่ภายในตน (Opening Doors Within) ก็ได้รับการตีพิมพ์ นับจากนั้นก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 30 ภาษา รวมทั้งภาษาไอซ์แลนดิค คาตาลัน และคุชราต ยอดขายประมาณหนึ่งล้านเล่ม ปี 1988 หนังสือชีวประวัติของไอลีนเรื่อง บินสู่เสรีภาพ (Flight Into Freedom)[2] ก็ตามออกมา

ในปี 1990 ลูกชายของไอลีน เดวิดและโจนาธานสร้างบ้านชื่อคอร์เนอร์สโตน (Cornerstone) ให้เธอ ตั้งอยู่ใกล้รถคาราวานคันแรกของฟินด์ฮอร์น ในปี 1991 มีการเผยแพร่วีดิโอชื่อเดียวกันว่า “เปิดประตูสู่ภายในตน” เป็นการนำฝึกสมาธิภาวนาของไอลีน ซึ่งเธอกลายเป็นอาจารย์ผู้ทรงภูมิไปแล้ว ในปี 1996 ขณะอายุ 79 ปี เธอได้รับคำแนะนำให้หยุดจัดการอบรม

ไอลีนกลับไปคืนดีกับลูก ๆ ทั้งห้าคนจากครอบครัวแรกในปลายทศวรรษที่ 1960 และในวันเกิดครบรอบ 80 ปี เมื่อปี 1997 ลูกทั้งแปดคนได้มารวมตัวกันเป็นครั้งแรกเพื่อร่วมฉลองกับเธอ ในปี 2001 รายการ The God List ช่อง 4 ของอังกฤษ เสนอชื่อเธอเป็นหนึ่งใน 50 ผู้ทรงอิทธิพด้านจิตวิญญาณ และในปี 2004 ไอลีนได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกจักรวรรดิอังกฤษในฐานะผู้ทรงเกียรติ ประจำปีที่ให้การช่วยเหลือการแสวงหาทางจิตวิญญาณ

นักเขียนแนวจิตวิญญาณที่ร่วมสมัย เช่น นีล โดนัลด์ วอลช์ (Neale Donald Walsch) และเอ็คคาร์ต ทอลลี (Eckhart Tolle) แวะไปเยี่ยมไอลีนที่ฟินด์ฮอร์น และนับถือเธอทั้งในฐานะเพื่อนและแรงบันดาลใจ เพื่อนคนอื่น ๆ ของเธอที่อยู่ในกลุ่มนักการศึกษาแบบองค์รวมนั้นมี คารอลีน เมซ (Caroline Myss) ราม ดาซ (Ram Dass) วิลเลียม บลูม (William Bloom) แพช อาดัมส์ (Patch Adams) และเดวิด สแปงเลอร์ (David Spangler) ชุมชนที่ไอลีนช่วยสร้างขึ้นมาที่ฟินด์ฮอร์น ปัจจุบันนี้เป็นทั้งศูนย์การศึกษาด้านจิตวิญญาณระดับนานาชาติที่เข้มแข็งและ เป็นหมู่บ้านนิเวศน์ แต่ละปีศูนย์ได้ต้อนรับผู้มาเยือนมากกว่า 3,000 คน

ตลอดหลายต่อหลายปีนั้น ความสัมพันธ์ของไอลีนกับเสียงภายในของเธอลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ “เมื่อฉันได้ยินเสียงนั้นเป็นครั้งแรก มันเหมือนเสียงของพ่อที่มีความรักมากมายพูดกับลูกคนหนึ่ง และเสียงนั้นเริ่มต้นที่คำว่า “ลูกเอ๋ย” เมื่อเวลาผ่านไป ฉันยิ่งรู้สึกถึงความรักมหาศาลจากเสียงนี้ แต่ก็ยังมีเส้นแบ่งระหว่างฉันกับเสียงนั้นอยู่ ช่วงนั้นเสียงจะเริ่มต้นที่คำว่า “ลูกที่รัก” แล้วฉันก็ยิ่งใกล้ชิดและใกล้ชิดกับเสียงนั้นมากขึ้นไปอีก แล้วท้ายที่สุดก็เริ่มที่คำว่า “ผู้เป็นที่รัก” นั่นก็ถึงเวลาที่ฉันพูดได้ว่าไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไปแล้ว พระเจ้าอยู่ในตัวฉัน พระเจ้าที่อยู่ในฉันก็คือเสียงนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน”

ไอลีนภาวนาทุกวันในเวลา 6 โมงเช้าที่สวนป่าของฟินด์ฮอร์น ปฏิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาห้าสิบปีจนถึงอายุ 86 ก็ต้องหยุดเพราะร่างกายอ่อนแอ ช่วงสามปีสุดท้ายของชีวิต ไอลีนมีครอบครัวและสมาชิกชุมชนคอยดูแลอยู่ที่บ้าน เธอยอมรับความยากลำบากจากภาวะเจ็บป่วย ด้วยความงดงามและอ่อนโยน จนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอก็ยังคงมีความเมตตาอย่างลึกซึ้ง เธอรอความตายด้วยความเข้มแขงที่มีอยู่เสมอ และไอลีนก็เป็นอย่างคำพูดที่เธอมักพูดเสมอว่า ทุกอย่างดีเยี่ยมเหลือเกิน

เชิงอรรถ
[1] เซอร์ จอร์จ เทรเวลเลียน (1906–96) เป็นนักคิดคนสำคัญของขบวนการนิวเอจ (New Age Movement) หรือขบวนการทางจิตวิญญาณยุคใหม่
[2] ฉบับเพีมเติมตีพิมพ์ในปี 2002 ใช้ชื่อเรื่องว่า บินสู่สิ่งที่เหนือกว่าเสรีภาพ (Flight into Freedom and Beyond)


โรคชอบเลื่อน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้เกิดผลเสียหายอย่างไรบ้าง


 
คุณ เป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า เคยหน่วงเหนี่ยวเวลาการทำงานด้วยการทุ่มความสนใจไปที่เรื่องจุกจิกไม่เป็นแก่นสารหรือไม่ คุณคิดหรือว่าเวลาที่คุณใช้ไปในการตอบอีเมล หรือพล่ามบนทวิตเตอร์ จะไม่ส่งผลกระทบอะไร คิดใหม่ได้นะ  เร็ว ๆ นี้มีมีการศึกษาพบว่า  เราสูญเสียในแง่ของการผลิตและคิดค้นนวัตกรรมใหม่  เพราะ  “สิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็น” เป็นจำนวนเงินอันมากจนน่าสะเทือนขวัญ คือ 650 พันล้านเหรียญสหรัฐ

  • แค่เสียงปี๊บเบา ๆ เตือนว่ามีอีเมลเข้ามาใหม่อาจทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตประมาณ 70 พันล้านเหรียญต่อปี โรคผัดวันประกันพรุ่งนี่ช่างเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เหลือเกินผลกระทบของมัน หาได้มีแค่ความสูญเสียด้านการเงินเท่านั้น แต่อ้างอิงจากบทความเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังพบอีกว่าการ ผลาญเวลา มิได้เป็นแค่นิสัยที่น่ารำคาญเท่านั้น แต่จิตแพทย์ยังได้เตือนว่า มันคือมหันตภัยที่ทำลายชีวิตนับล้าน ๆ และบ่อยครั้ง ผู้ทุกข์ทนเพราะโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาเยียวยา จากผลการวิจัยใหม่พบว่า ปัจจุบันนี้ หนึ่งในห้าคนต้องทนทุกข์แสนสาหัสเพราะมันสะเทือนทั้งต่อทั้งอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ และสุขภาพนักวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ความผิดเกิดจากคอมพิวเตอร์และมือถือที่สรรหาสิ่งรบกวนสมาธิเพื่อผู้คนมากเกินไป

ว่ากันว่า สภาวะผัดวันประกันพรุ่งอาจส่งผลหลากหลายต่อร่างกายและจิตใจ ทั้งโรคซึมเศร้า (T_T) ระดับความนับถือตนเองต่ำ (- -”) และโรคนอนไม่หลับ (O_O) นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเรื่องสุขภาพ กล่าวคือ ทำให้ไม่กล้าไปพบหมอหรือหมอฟัน1 ศาสตราจารย์ เพียซ สตีล (Piers Steel) จากมหาวิทยาลัยแคลการี (Calgary University) ชี้ว่า อุบัติการณ์ของโรคเลื่อนเรื้อรังนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากหนึ่งใน 20 คน เพิ่มเป็น 1 ใน 4 นั่นเป็นเพราะ เทคโนโลยีเข้ามาครอบงำชีวิตของพวกเรา อย่างไรก็ตาม ดร. เฟอร์รารี่ ไม่ได้เชื่อนักว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่คือตัวการที่ทำให้เกิดการผลาญเวลา เขากล่าวว่า ‘คนเราผลาญเวลาเล่นมานับศตวรรษแล้ว’ แต่เอาเถอะ ยังไงโรคเลื่อนหรือโรคผัดวันประกันพรุ่งนี่ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์อยู่ดีก็
  • ไม่ใช่ว่าโรคเลื่อนนี้จะมีแค่แง่มุมเดียวหรอกนะ คนเราเลื่อนเพราะหลายสาเหตุ ดร.โจเซฟ เฟอร์รารี่ รองศาสตราจารย์ในสาขาวิชาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยดิพอล (Depaul University) แห่งชิคาโก อ้างว่า ผู้เป็นโรคผัดวันประกันพรุ่ง โดยทั่วไปมีสามลักษณะดังนี้

- พวกต้องการการกระตุ้น หรือพวกแสวงหาความตื่นเต้น คนเหล่านี้จะรอจนนาทีสุดท้ายเพื่อให้เกิดภาวะตื่นเต้นสุขสม
- พวกหลบเลี่ยง อาจหลบเลี่ยงความกลัวล้มเหลว หรือแม้แต่กลัวความสำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ก็ล้วนมีที่มาจาก ความกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับตัวเอง คนประเภทนี้ยอมให้คนอื่นมองว่าตนเองขาดความพยายาม ดีกว่าถูกมองว่าไร้ความสามารถ
- พวกชอบผัดผ่อนการตัดสินใจ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ผู้ป่วยโรคผัดมักไม่ยอมตัดสินใจเพราะจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา
คุณเป็นพวกชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า เป็นแบบไหน ข้าพเจ้าเป็นแบบไหนน่ะรึ??? เป็นมันทุกแบบนั่นแหละ!

  • ดัง นั้น เมื่อเราเผชิญหน้ากับเรื่องยุ่งยาก เราก็ประท้วงด้วยการผัดผ่อนเรื่องนั้นออกไปซะเลย เราหน่วงเหนี่ยวการแก้ปัญหา คิดแต่ว่า ยังไงก็ไม่รู้แหละ แต่พระเจ้าน่าจะให้ชีวิตที่ปราศจากปัญหาแก่เรามากกว่านะ
เพื่อนเอ๋ย จงฟังเถิด ปัญหาคือเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อสิ่งต่าง ๆ ง่ายไปหมด สงบราบคาบ คาดเดาได้ นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องผิดธรรมดา มัวแต่คาดหวังว่าชีวิตจะง่ายดาย ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนเสมอไป ก็ดูออกจะไม่อยู่กับความเป็นจริงมากไปหน่อย

  • เมื่อเราผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อเราหลบเลี่ยงการงาน หรือการตัดสินใจ เราทำเช่นนั้น เพราะเรานึกถึงแต่ตัวเอง ทั้งที่มีคนอื่น ๆ ต้องรับเคราะห์เพราะการหลบหลีกของเรา

หลาย ปีมาแล้ว กระดูกสะโพกของผมเคลื่อน สมรรถภาพการยืนการเดินจึงถดถอยลงไปมาก แต่ผมก็หลบเลี่ยงการไปพบหมอ เพราะผมกลัว ผมกลัวความเจ็บปวด ที่น่าขันก็คือ ตอนนั้นผมก็เจ็บอยู่แล้ว และตอนนั้น ผมก็เลิกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เลิกเป็นผู้ตัดสินฟุตบอล เลิกออกไปเดินเล่นกับภรรยา เลิกเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียน มีเหตุการณ์น่าละอายครั้งหนึ่ง เมื่อเพื่อนของผมขอให้เข้าร่วมกับเขาและลูกสาวของเขาในงานเต้นรำพ่อกับลูก สาว ผมปฏิเสธเสียงแข็งต่อหน้าลูกว่า “ผมไม่เต้นรำ” ผมจำช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน ทั้งอดสูและละอายใจเหลือเกิน ที่ผมสนใจแต่ความเจ็บปวดของตัวเอง จนทำร้ายลูกมากกว่าที่ทำร้ายตัวเองเสียอีก นี่คือผลของการผัดวันประกันพรุ่ง มันทำให้เราเอาแต่หมกมุ่นกับตัวเราเอง โดยไม่สนใจว่าใครจะเจ็บปวดเพราะมันบ้าง

  • เมื่อ เราหลีกเลี่ยง การตัดสินใจ เมื่อเราหลีกเลี่ยงการลงมือทำ เมื่อเราหลีกเลี่ยงการสนทนา เมื่อเราหลีกเลี่ยงการไปพบหมอ ทำให้อะไรต่อมิอะไรมันดีขึ้นบ้างไหม?? เมื่อของบนโต๊ะผมกองท่วมจนผมมองไม่เห็นพื้นไม้อีกต่อไป กองกระดาษพวกนั้นมันจะหายไปเองในวันหนึ่งหรือไม่? เมื่อผมไม่ถอนหญ้าในกระถางต้นไม้ที่สวนหลังบ้าน หญ้ามันจะหนีไปของมันเองเฉย ๆ หรือเปล่า?

ความจริงข้อนี้น่าจะทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรก็ได้ แทนการเลื่อนไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ฟังเถิด เพื่อนเอ๋ย การหลบเลี่ยงหรือผลักใสการจัดการปัญหาไม่ทำให้ปัญหาหายไปไหน ปัญหายิ่งจะใหญ่โตขึ้นไปอีก แล้วรู้อะไรไหม การจัดการกับปัญหาต่างหาก ที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น รู้สึกผิดน้อยลง และกังวลน้อยลง

ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

  • หนึ่งในสิ่งที่ลึกซึ้งสวยงามของกระบวนการนี้คือ เราจำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นในการเอาชนะภาวะการผัดวันประกันพรุ่ง นี่เป็นอีกอย่างที่ยากที่สุด การลงมือขอความข่วยเหลือ อย่าลืมว่าโรคเลื่อนของเรานั้นทำร้ายผู้อื่นด้วย จงอย่ามองว่าการขอความช่วยเหลือคือความอ่อนแอ อันที่จริงแล้ว มันคือเครื่องแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่และความเข้มแข็ง เมื่อเราผัดผ่อน เราอาจจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน หรือ เราอาจตั้งจิตอธิษฐานขอให้ใครสักคนสังเกตเห็นภาวะที่เราเป็น ขอให้เขารับฟัง และให้คำแนะนำช่วยเหลือ

  • ดรรชนี

แปล ดัดแปลง (นิดหน่อย) และเรียบเรียงจากบางส่วนของบทความด้านล่างนี้
Stochl, Jim. ‘The journey of faith-procrastination’, Harvest Presbyterian Church. 2 Nov. 2012 http://harvestpres.org/wp-content/uploads/2012/08/July-29-2012-The-Journey-of-Faith-Procrastination.pdf


ป.ล. ที่แปลบทความนี้ เพราะเคยมีปัญหากับสภาวะแบบนี้เหมือนกัน เป็นช่วงที่ไม่อยากทำอะไรเลย เอาแต่นอนดูยูทูบ ไม่ก็ดูซีรี่ส์…งานการไม่เดิน เพลียกับตัวเองนะ T__T